Main
Notice
Login Form
| โครงการแก้จนแบบถาวร |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2011 เวลา 11:49 น. |
ชาวนาสุพรรณพบวิธีสู้เพลี้ยกระโดด แก้จนแบบถาวรสุนทรียา การุณวงษ์
ชาวนาไทยกับคำว่ายากจนดูจะเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าปกติ ทั้งที่จริงแล้วอาชีพชาวนาน่าจะเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้เป็นกอบเป็นกำ และสามารถสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้ประกอบอาชีพนี้ เนื่องจากจำนวนความต้องการบริโภคข้าวภายในประเทศ รวมทั้งการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศมีตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ผลิตข้าวอย่างชาวนาไทยกลับมีฐานะยากจนลงเรื่อยๆ ปัญหาความยากจนของชาวนาดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แม้ภาครัฐจะใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา แต่ด้วยพื้นที่การทำนาของประเทศไทยมีมากถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งจำนวนชาวนาในประเทศก็มีมากกว่าครึ่งของจำนวนเกษตรกรทั้งประเทศ ทำให้งบประมาณที่จัดสรรไม่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรได้ทั้งหมด จึงทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ชาวนาไทยไม่สามารถพ้นจากภาวะความยากจนได้เสียที
กลุ่มเกษตรกร ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี แหล่งจังหวัดผู้ผลิตข้าวที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยแห่งหนึ่ง โดยมีนางสำเนา พลายละหาน หัวหน้ากลุ่มชาวนาหนองสาหร่าย ได้ออกมาให้ความคิดเห็นเรื่องการแก้ไขความยากจนให้แก่ชาวนาไทยว่า ในขณะที่ชาวนาไทยผลิตข้าวคุณภาพดีให้คนไทยได้รับประทานอย่างเพียงพอ และยังสามารถมีเหลือที่จะส่งออกไปต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา พ่อค้าคนกลาง โรงสี แม้กระทั่งผู้ส่งออกข้าว ที่รับซื้อจากเกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ชาวนาผู้ผลิตข้าวกลับประสบปัญหาเรื่องฐานะความเป็นอยู่ตลอดมา จนทำให้หลายคนมองว่าชาวนาเป็นอาชีพที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐตลอดเวลา อันที่จริงแล้วการเรียกร้องของชาวนาก็เพียงเพื่อต้องการให้เกิดความยุติธรรมในเรื่องราคาข้าวที่ชาวนาสมควรจะได้รับ เพราะอาชีพชาวนาอยู่บนความเสี่ยงจากภัยธรรมชาตินานัปการ ดังนั้นหากทางภาครัฐมีวิธีการจัดการระบบธุรกิจการค้าขายข้าวของประเทศให้เกิดความยุติธรรมตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคได้ ปัญหาความยากจนของชาวนาไทยก็คงจะแก้ไขได้อย่างแน่นอน
นางสังเวียน บุญศรี สมาชิกกลุ่มฯ อีกรายหนึ่ง บอกว่า การทำนามีวิธีการที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก แต่ก่อนใช้ควายไถนา แต่ปัจจุบันต้องใช้เทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามา ทั้งรถไถ รถเกี่ยวข้าว รวมทั้งการใช้สารเคมีที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้สภาพดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เปลี่ยนไป “เมื่อความต้องการข้าวมากขึ้นชาวนาก็อยากผลิตข้าวให้ได้มากๆ เพื่อขาย จึงจำเป็นต้องทำนาหลายครั้งต่อปี จนทำให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงเพราะดินไม่ได้พัก ชาวนาก็ใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลง จนทำให้ดินเสื่อม แต่วิธีการเหล่านี้ก็เป็นต้นทุนของชาวนาที่ต้องแบกรับทั้งหมด จึงทำให้เมื่อขายข้าว แม้จำนวนรอบการปลูกจะได้มากขึ้น แต่กลับไม่คุ้มทุนที่ลงไป อีกทั้งเมื่อใช้วิธีการนี้ไปเรื่อยๆ ผลผลิตต่อไร่กลับลดลง ในที่สุดชาวนาก็ขาดทุนเกิดหนี้สินตามมาไม่สิ้นสุด” คุณสังเวียนเล่าถึงปัญหาที่ชาวนาส่วนใหญ่ประสบ หัวหน้ากลุ่มชาวนาหนองสาหร่ายจึงเล่าต่อว่า ครอบครัวก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับที่คุณสังเวียนเล่า รอความช่วยเหลือจากทางภาครัฐอยู่เสมอ และพยายามหาวิธีการแก้ไขด้วยตัวเองด้วย จนกระทั่งได้ทราบข่าวโครงการแก้จนอย่างถาวรของบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ว่าสามารถช่วยให้เกษตรกรพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน จึงได้ให้น้องสาวเขียนจดหมายไปที่โครงการฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ และทางบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ได้ส่งตัวแทนของบริษัทฯ เข้ามาพูดคุย และหาวิธีแก้ไข “น้องสาวเขียนจดหมายไปถึงโครงการแก้จนแบบถาวรที่มีท่านพลเอก ดร.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นประธานโครงการ ว่าอยากจะหมดหนี้ ทางบริษัทจึงได้ส่งให้คุณเอกพงษ์ เป็นตัวแทนเข้ามาดูในพื้นที่เมื่อปี 2552 พบว่าข้าวในพื้นที่ผลิตได้ปริมาณต่อไร่น้อยมาก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็เข้าทำลาย ดินในพื้นที่เสื่อมโทรม จึงให้แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุคือเรื่องดิน โดยให้ใช้กรดซิลิคอนผงตราม้าเงา หว่านลงในดินให้ทั่วแปลง ปริมาณ 10 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ก่อนทำเทือกเพื่อปรับสภาพดิน หลังจากนั้นใส่หมอข้าวตราม้าเงาหลังจากที่หว่านข้าวแล้ว ปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยผสมกรดซิลิคอนอีกครั้งเมื่อข้าวตั้งท้องปริมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่เช่นกัน” คุณสำเนาเล่าถึงคำแนะนำจากคุณเอกพงษ์ตัวแทนโครงการแก้จนแบบถาวร
หลังจากที่ปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหา คุณสำเนาบอกว่า เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่สามารถเข้าทำลายข้าวของตนเองได้ จึงทำให้ที่นาของตัวเองรอดพ้นจากการเข้าทำลายอยู่แปลงเดียว ในขณะที่นาของเพื่อนบ้านรอบข้างถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลายทั้งหมด อีกทั้งผลผลิตก็ยังเพิ่มขึ้นจาก 40 ถังต่อไร่ เป็นเกือบ 100 ถังต่อไร่อีกด้วย ทำให้เพื่อนบ้านแปลกใจ และเข้ามาสอบถามวิธีการแก้ไข นางลูกจันทร์ ล้อมวงษ์ หนึ่งในเพื่อนบ้านที่แปลกใจกับการที่นาข้าวของคุณสำเนารอดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เล่าว่า นาของตัวเองไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะเพลี้ยเข้าทำลายทั้งหมด ในขณะที่แปลงติดกันอย่างแปลงนาของคุณสำเนากลับไม่ถูกเข้าทำลายและยังได้ข้าวที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จึงสอบถามวิธีจากคุณสำเนา และนำไปทดลองกับแปลงของตนเอง จนตอนนี้ข้าว 100 ถังต่อไร่ เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว ต้นทุนก็ลดลงมาก เพราะใช้ปุ๋ยเพียง 2 ครั้ง จากเดิมที่เคยใช้ถึง 4 ครั้ง สารเคมีก็ใช้น้อยลง รายได้เพิ่มมากขึ้น ต้องขอบคุณโครงการแก้จนแบบถาวรที่มาช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหาจนทำให้ชาวนาแถบนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดร.อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า การที่ชาวนาได้รับคำแนะนำจากโครงการแก้จนแบบถาวรในเรื่องการปรับปรุงสภาพดินแล้วทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่สามารถเข้าทำลายได้ รวมทั้งปริมาณผลผลิตข้าวก็เพิ่มมากขึ้นด้วยนั้น เนื่องจากสภาพดินใน จ.สุพรรณบุรี เป็นสภาพที่ใช้ทำนามาเป็นระยะเวลายาวนาน และในช่วงหลังเกษตรกรก็ยังมีการทำนาจำนวนครั้งมากขึ้นในแต่ละปี ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาพดินเสื่อมโทรม ดินแข็ง เนื่องจากการใช้สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ข้าวไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารที่เกษตรกรเติมลงไปในดินเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับต้นข้าวได้ จึงส่งผลให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
เมื่อทางโครงการฯ ได้มาแนะนำเรื่องการปรับปรุงสภาพดินโดยการใช้กรดซิลิคอนผง ซึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างช่องว่างในดินให้เกิดความร่วนซุย สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาได้ ต้นข้าวก็จะสามารถดูดกินธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่ เกิดความแข็งแรง ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ และเมื่อต้นข้าวแข็งแรงก็จะสามารถให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ตามมาด้วยนั่นเอง ในวันนี้พื้นที่ ต.หนองสาหร่าย ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีพ่อค้ามาติดต่อขอซื้อข้าวเพื่อไปทำพันธุ์ข้าวอีกด้วย เพราะข้าวมีคุณภาพดี สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ชาวนากลุ่มนี้น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถ และความมุ่งมั่นในการผลิตข้าวคุณภาพดีให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ว่าชาวนาไทยมีศักยภาพและกำลังใจในการผลิตข้าวเพื่อการบริโภค และส่งออก รวมทั้งพร้อมที่จะพัฒนาการผลิตอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ชาวนาฝากให้ช่วยดูแลก็คงจะเป็นเรื่องของราคาข้าวที่อยู่เหนือความสามารถ และการควบคุมของชาวนาที่เป็นปัญหาเรื้อรังกัดกินกระดูกสันหลังของชาติตลอดมา เพราะหากวันใดปล่อยจนกระทั่งกระดูกสันหลังของชาติเคลื่อน เปราะ หรือหักลง คนไทยและประเทศไทยอาจต้องอยู่อย่างคนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตก็เป็นได้ สอบถามรายละเอียดโครงการแก้จนแบบถาวรได้ที่ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด 1292 ถ.กาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โทร 074-357727-30 โครงการสร้างเงินสร้างงาน | โครงการนะโม พุทธายะ | โครงการ 1 ตำรวจ 100 ครัวเรือน |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2011 เวลา 15:03 น. |








